AmuletFocus.com

เหรียญรูปไข่ 2 หน้า (หลวงพ่อแดง-หลวงพ่อเจริญ) ออกวัดพลับพลาชัย ปี 2514 เนื้อทองแดงรมดำ สภาพสวย

฿9980.00
พร้อมบัตรรับรองพระแท้ จากสถาบันรับรองพระแท้ชั้นนำ ระบุ "สภาพสวย"
เหลือ 1 ชิ้น
ซื้อเลย
หยิบลงตะกร้า
  • หมวดหมู่ : หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จ.เพชรบุรี
  • รหัสสินค้า : 002875

รายละเอียดสินค้า เหรียญรูปไข่ 2 หน้า (หลวงพ่อแดง-หลวงพ่อเจริญ) ออกวัดพลับพลาชัย ปี 2514 เนื้อทองแดงรมดำ สภาพสวย

   นับเป็นเหรียญสองอาจารย์อีกรุ่นหนึ่งที่น่าบูชา "การปลุกเสก เหรียญรุ่นนี้หลวงพ่อแดงเดินทางไปร่วมพิธีนอกวัดเขาบันไดอิฐ เป็นครั้งที่ 2  (ครั้งแรกเป็นพิธีเหรียญโบสถ์ลั่นวัดทองนพคุณ)"

สร้างโดย พระครูอาทรวชิรธรรม (เชื่อม) วัดพลับพลาชัย อ.เมือง จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นพระหลานชายของ หลวงพ่อแดง ได้ขออนุญาตจัดสร้างเหรียญนี้ขึ้นมา

วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นที่ระลึก แก่ผู้บริจาคทรัพย์สมทบทุนสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดพลับพลาชัย ในปี 2514 บูรณะวัดและสร้างศาลาทรงไทย

เหรียญรุ่นนี้ จัดสร้าง 2 แบบ คือ "เหรียญรูปอาร์ม (เนื้อทองคำ เงิน และทองแดงรมดำ) และเหรียญรูปไข่ (เนื้อทองแดงรมดำ)" ด้านหน้ามีรูปหลวงพ่อแดง ส่วนด้านหลังเป็นรูปหลวงพ่อเจริญ (น้องชายหลวงพ่อแดง)

หลวงพ่อแดง อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว 1 ไตรมาส แล้วนำมาเข้าพิธีใหญ่อีกครั้ง เป็นพิธีพุทธาภิเษกที่วัดพลับพลาชัย โดยมีหลวงพ่อแดง เป็นประธานในพิธี และมีพระเกจิอาจารย์ร่วมพิธีอีกหลายรูป มีหลวงพ่อเจริญ, (หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ร่วมปลุกเสกด้วย) นิยมเรียกกันว่า " เหรียญสองหน้า วัดพลับ หรือเหรียญสองพี่น้องวัดพลับ จ.เพชรบุรี"                                                                                                                                                                   Cr : พิพัฒ ไทยพระ (2559). เหรียญหลวงพ่อแดง-หลวงพ่อเจริญ วัดพลับพลาไชย ปี 2514, นิตยสารไทยพระ 93-95.Cr : พิพัฒ ไทยพระ (2559). เหรียญหลวงพ่อแดง-หลวงพ่อเจริญ วัดพลับพลาไชย ปี 2514, นิตยสารไทยพระ 93-95.

วัดพลับพลาชัย ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี

     วัดพลับพลาชัยสร้างขึ้นในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีตกอยู่ในระหว่าง พ.ศ.๒๒๒๙ ถึง ๒๓๑๐ ในสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๔ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษ โดยบรรดาขุนนางพ่อค้าคหบดีและประชาชน รวมทุนกันสร้างขึ้น

     เดิมที่ดินอันเป็นที่ตั้งวัดนี้  เคยเป็นที่ประชุมกองทัพ  เป็นที่ฝึกอาวุธของทแกล้วทหารทั้งปวง จึงเป็นที่หลวง ได้เคยมีพลับพลาที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีด้วย เมื่อได้ก่อสร้างวัดขึ้นแล้ว จึงตั้งชื่อวัดว่า  พลับพลาชัย  อันเป็นมงคลนามเรียกขานกันมากว่า ๒๐๐ ปีแล้ว

     ที่ตั้งวัดในปัจจุบันนี้ อยู่ตรงใจกลางเมืองเพชรบุรี ทิศตะวันออกจดแม่น้ำเพชรบุรี ทิศตะว้นตกติดวัดและทางเดินเข้าวัดแก่นเหล็ก ทิศเหนือติดกับโบสถ์ศรีพิมลธรรม(คริสต์จักรที่ ๑๗) และมีอาคารร้านค้า และห้างสรรพสินค้าสุริยะ  ทิศใต้ติดตรอกทางเดินเข้าวัดแก่นเหล็ก

     มีถนนดำเนินเกษมตัดจากศาลากลางจังหวัดไปยังพระราชวังรามนิเวศน์(วังบ้านปืน)ถนนได้แบ่งวัดออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนทางด้านตะวันออก เป็นที่ตั้งอุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ เป็นส่วนพุทธาวาส  ส่วนทางด้านตะวันตกเป็นที่ตั้งอาคารโรงเรียนปริยัติธรรม กุฏิเสนาสนะสงฆ์ ศาลาฌาปนสถาน เป็นส่วนสังฆาวาส  แยกจากกัน

     หลักฐานที่ยืนยันอันแน่ชัดได้ว่า

     วัดพลับพลาชัยได้สร้างมาแต่สมัยศรีอยุธยายุคปลาย ก็คือพระประธานในอุโบสถซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นแบบสุโขทัย หน้าตักกว้าง ๑๗๐ เซ็นติเมตร ปิดทองคำเปลว ประทับบนฐานปัทมามาศสูงจากฐานเชียง ๑๕๕ เซ็นติเมตร ฐานปัทมามาศประดับด้วยกระจกสีต่างๆฐานเชียงสูงจากพื้นอุโบสถถึงองค์พระ ๒ เมตร ๕๕ เซ็นติเมตร พระพุทธรูปปั้นทรงนี้ มักนิยมสร้างกันมากในสมัยอยุธยาตอนปลาย

     สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงมาเห็น และทรงให้คำรับรองว่า เป็นฝีมือปั้นของช่างในสมัยศรีอยุธยาตอนปลายแน่นอน  นอกจากนี้ยังมีหลักฐานปรากฎด้วยว่าในรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดพลับพลาชัยได้สร้างขึ้นมาแล้วเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๓๔๐ ได้มีพระภิกษุเชื้อสายจีนผู้หนึ่งได้เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้รื้อถอนอุโบสถหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมแล้วสร้างหลังใหม่ขึ้นแทนที่ โดยสร้างแบบก่ออิฐถือปูนในเขตวิสุงคามสีมาเดิม และได้อัญเชิญพระประธานองค์เดิมเข้ามาประดิษฐานในอุโบสถ หลังใหม่ตอไป

     ที่หน้าอุโบสถหลังใหม่  ท่านได้สร้างเก๋งจีนขึ้นหลังหนึ่ง ก่อด้วยอิฐถือปูนเพื่อใช้เป็นที่บรรเลงดนตรีในเวลามีผุ้นำนาคมาอุปสมบท และหอระฆัง(ดังในภาพ)

     ที่หน้าอุโบสถมีสิงห์โตหินอยู่คู่หนึ่ง(ปัจจุบันหายไปแล้ว)สิงห์โตหินคู่นี้นัยว่ามีพ่อค้าจีนนำมาถวายท่านไว้ และเป็นสิงห์โตที่แกะสลักมาจากเมืองจีน เพราะในยุคปลายกรุงศรีอยุธยาติดต่อกับสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ไทยกับจีนเริ่มมีการค้าติดต่อกันแล้ว รูปสิงห์โต รูปตุ๊กตาเมืองจีน พ่อค้ามักใช้เป็นอับเฉาถ่วงเรือสำเภาในสมัยนั้น

     ต่อมาเจ้าอาวาสเชื้อจีนรูปนี้ได้สร้างศาลาแรเปรียญขึ้นอีก ๑ หลัง สร้างถัดจากวิหารไปทางทิศเหนือ โดยสร้างเป็นแบบทรงไดยสมัยอยุธยา แต่มีบันไดด้านข้างทิศใต้ ก่อด้วยอิฐถือปูน ๒ บันได ขึ้นลงคนละทาง คล้ายๆ กับบ้านขุนนางจีนในกรุงปักกิ่ง เก๋งจีนหน้าอุโบสถยังคงมีอยุ่จนทุกวันนี้

     เนื่องจากเจ้าอาวาสเชื้อสายจีนรูปนี้ ไม่ว่าท่านจะปลูกสร้างถาวรวัตถุชิ้นใดลวไว้ในวัดพลับพลาชัย ท่านมักจะทิ้งศิลปะแบบจีนไว้ด้วย ชาวบ้านจึงพากันเรียกชื่อท่านว่า หลวงพ่อจีน จนติดปากทั่วไป ทำให้เราไม่อาจสืบทราบนามจริง และประวัติของท่านให้แน่ชัดได้

     แม้ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้พม่าได้ยกกองทัพใหญ่(สงคราม ๙ ทัพ)เข้ามารุกรานประเทศไทย สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า)ได้ยกทัพเรือมาทางอำเภอบ้านแหลม และมาขึ้นบกที่หน้าวัดพลับพลาชัย แล้วจึงเดินทัพไปทางอำเภอชะอำ สามร้อยยอด เพื่อไปตีเมืองถลางคืน

     แม้ในรัชสมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัว  สุนทรภู่ เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ได้มาราชการในจังหวัดเพชรบุรีโดยทางเรือ ก็ได้บรรยายถึงวัดพลับพลาชัยไว้ในนิราศเมืองเพชรบุรีของท่าน แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่า วัดพลับพลาชัย ได้สร้างมานานแล้ว และได้เจริญรุ่งเรืองมาช้านานแล้วด้วย

     ฯลฯ ถึงคุ้งเคี้ยวเลี้ยวลดชื่อคดอ้อย     ตะวันคล้อยคล้ำฟ้าในราศี

ค่อยคล่องแคล่วแจวรีบถึงพริบพรี           ประทับที่หน้าท่าพลับพลาชัย

ด้วยวัดนี้ที่สำหรับประทับร้อน             นรินทรท้าวพระยามาอาศัย

ขอเดชะอานุภาพช่วยปราบภัย            ให้มีชัยเหมือนนามอารามเมือง

ดูเรือแพแซ่ซร้องทั้งสองฟาก             บ้างขายหมากขายพลูหนวกหูเหือง

นอนค้างคืนตื่นเช้าเห็นชาวเมือง           ดูนองเนืองนาวาบ้างมาไปฯลฯ