AmuletFocus.com

เหรียญปราบฮ่อ ร. ๕


฿0.00
โชว์เท่านั้น
เหลือ 1 ชิ้น
  • หมวดหมู่ : เหรียญรัชกาลและเหรียญที่ระลึกต่างๆ
  • รหัสสินค้า : 000084

รายละเอียดสินค้า เหรียญปราบฮ่อ ร. ๕

เหรียญปราบฮ่อ ร. ๕

ในปี  พ.ศ. 2408  ได้เกิดสงครามฮ่อขึ้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ  ฮ่อที่ก่อสงครามนันเป็นคนจึนพวกหนึ่ง ซึ่งตั้งตนเป็นกบฏต่อรัฐบาลเม่งจู คราวนั้นเรียกว่า กบฏไต้เผงพวกกบฏฮ้อได้ต่อสู้กับทหารของ รัฐบาลเม่งจู คราวนั้นเรียกว่า กบฐไต้เผงพวกกบฏฮ่อได้ต่อสู้กับทหารของรัฐบาลเม่งจู จนกลายเป็นสงครามที่ลุกลามใหญ่โต และยืดเย้อื จนในที่สุดกบฏฮ่อก็ได้พ่ายแพ้แก่ทหารของรัฐาลเม่งจูต่างก็หลบหนีเอาตัวรอดมาทางใต้หลบซ่อนตัวอยู่ตามป่าเขาและในปีเดียวกันนี้เอง คือ ปี พ.ศ. 2408 กบฏฮ่อ ชื่อ ง่ออาจง ได้ตั้งตัวเป็นหัวหน้า รวบรวมสมัครพรรคพวกประมาณ  4,000 คน ยกพลเข้ามาทางอ่าวตังเกี๋ย  ซึ่งเป็นดนิแดน ของญวน ทำให้ญวนเดือนร้อน ญวนต้องไปขอกำลังจากเมืองจีนมาช่วย ผลการรบพุ่ง  ทำให้ง่ออาจจงตายในสนามรบ เมื่อง่ออาจงตายแล้ว พวกไพร่พลที่รอดตายต่างหลบหนีไปอยู่ที่เมืองซันเทียน  กับพวกแม้ว บริเวณชายแดนจีนติดต่อกับญวณ  และได้แต่งตั้งน้องชายของง่ออาจง ชื่อ ปวงนันซี ขึ้นเป็นหัวหน้าในปี พ.ศ. 2409  ปวงนันซี ได้ยกพลประมาณ 10,000คน ไปตีเมืองเลากายของญวน  และตีได้ในปี พ.ศ. 2411เรื่องราวดังกล่าวนับว่าเป็นต้นเหตุก่อความยุ่งยากให้กับไทย  ในการที่ต้องยกทัพไปรบกับพวกกบฎฮ่อ ในเวลาต่อมา  เมื่อเกิดการบาดหมางกันเองในกองทัพของปวงนันซี กับนายทัพคนสำคัญของตนนามลิ่วตายัน ถึงกับรบพุ่งกันเอง ปวงนันซีได้พ่ายแพ้แก่ลิ่วตายัน จึงยกสมัครพรรคพวกของตนมาตั้งซ่องสุมผู้คนที่เมืองฮานยางในสิบสองจุไทย  ปวงนันซีได้ใช้ธงเหลืองเป็นเครื่องหมายและบิ่วตายันได้ใช้ธงดำเป็นเครื่องหมาย ฮ่อธงเหลืองก่อการทะเลาะวิวาท ปล้นบ้านเรือน จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2417  ฮ่องธงเหลืองได้ยกทัพออกเป็น  2ฝ่าย บุกเข้าตีหลวงพระบางและเวียงจันทร์ และเมืองต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ปี พ.ศ. 2418  พระยามหาอำมาตย์  (ชื่น กัลยาณมิตร) ซึ่งเป็นข้าหลวงได้ไปสักเลข หรืการไปเกณฑ์ทหารตามหัวเมืองต่างๆ ทราบข่าวว่าพวกฮ่อยกทัพมาตี จึงได้เกณฑ์ชาวบ้านไปป้องกันและแจ้งกลับกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เจ้าพระยาภูธราภัย  ยกทัพไปเมืองหลวงพระบาง และโปรดเกล้าแต่งตั้งให้  เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ดำรงเป็นแม่ทัพ ยกทัพไปยังเมืองหนองคาย ส่วนทัพของพระยามหาอำมาตย์  ที่ได้เกณฑ์ชาวบ้านป้องกันไว้ก่อนนั้นปรากฏว่าได้รบชนะฮ่อ และตีพวกฮ่อไปถึงทุ่งเชียงคำ ประกอบกับทัพจากเมืองหลวงที่ได้ยกทัพมาทันเวลาทำให้พวกฮ่อกระจัดกระจายไป ส่วนทางเมืองหลวง พระบางนั้น  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิไชย (ดิศ)  เกณฑ์กำลังจากเมืองพิษณุโลกให้ล่วงหน้าไปก่อน  แต่กำลังในกองทัพหลวงอยู่  เมื่อเจ้าพระยาภูธราภัย แม่ทัพจากเมืองหลวงทราบเรื่องจึงให้พระยาสุริยภักดี (เวก บุณยรัตพันธ์) รีบยกทัพไปช่วย  พระยาพิไชยได้ต่อสู้จนฮ่อพ่ายแพ้หลังจากนั้นประมาณ 9ปี คือ ปี พ.ศ. 2426  อ่อธงเหลืองได้กำเริบเสิบสานขึ้นอีก โดยได้ปล้นสดมบ้านเล็กเมืองน้อย แถบชายแดนจีนและญวณ ซึ่งการต่อสู้กันในครั้งนี้ ปวงนันซีหัวหน้าฮ่อธงเหลืองได้ตายในสนามรบ เมื่อพวกกบฏฮ่อขาดผู้นำ ก็ได้แตกออกเป็นหลายพรรค หลายพวก และได้ใช้ธงสีต่าๆ  กันเป็นเครื่องหมาย ในไม่นานฮ่อธงเหลืองได้รวมตัวกันอีกครั้ง โดยมีหัวหน้าใหม่ชื่อ  อาจึง กับ ไกวชึง โดยตั้งค่ายอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ  แขวงเมืองพวนนานถึง  7ปี   และได้กำเริบถึง ถึงกับยกทัพไปตีเมืองหัวพันห้าทั้งหก และในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพิชัย (มิ่ง)  พระยาสุโขทัย (ครุฑ)  รับยกทัพไปล่วงหน้าสกัดไว้ก่อน และได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชวรานุกูล (เวก  บุณยรันพันธ์)  ต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นพระยาศรีธรรมาธิราช เป็นแม่ทัพใหญ่รีบยกทัพตามขึ้นไปปราบฮ่อเมื่อยกกองทัพหลวงไปถึงเมืองหลวงพระบางแล้วพวกกบฏฮ่อได้หนีเข้าไปอยู่ในค่ายใหญ่ที่ทุงเชียงคำ  ต่อสู้กันอยู่หลายครั้ง  ไม่สามารถจะตีพวกฮ่อให้แตกได้  และในคราวนั้น พระยาราชวรานุกูล ถูกกระสุนปืนของพวกฮ่อที่ขา แต่ยังต่อสู้กับพวกฮ่อยู่นานถึง 2เดือน  กองทัพของไทยเริ่มอิดโรย ประกอบกับขาดเสบียงอาหาร  จึงจำต้องเลิกทัพย้ายมาอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกทัพกลับกรุงเทพฯ เวลา 2ปีต่อมา คือ ปี พ.ศ. 2428พวกกบฏฮ่อได้กำเริบขึ้นอีก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้แยกทัพเป็น 2ทัพ คือ ทัพแรก โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพันเอกพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมเป็นแม่ทัพไปปราบฮ่อที่เมือวพวน และทัพที่ 2โปรดเกล้าให้พันเจ้าหมื่นไวยวรนาถ ต่อมาท่านผู้นี้ได้เป็นจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ยกทัพไปปราบฮ่อที่เมืองหัว พันห้าทั้งหก ซึ่งทหารที่ยกกองทัพครั้งนี้เป็นทหารที่ได้รับการฝึกอย่างทันสมัย ในแบบของยุโรป ทำให้กบฏฮ่อพ่ายแด้อย่างยับเยิน และพากันสวามิภักดิ์ พันเอกเจ้าหมื่นไวยวรนาถ ได้ให้พวกกบฏฮ่อกระทำสัตย์สาบาน ยอมรับสวามิภักดิ์ เมื่อเสร็จสิ้นการจัดการปกครองเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงยกทัพกลับ ปี พ.ศ. 2430ทางเมืองหลวงได้รับแจ้งจากหลวงพระบาง ว่า ในเวลาเพียง 2ปี พวกฮ่อที่เคยยอมสวามิภักดิ์ได้กำเริบขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งนี้ได้ยกทัพมาปล้นเมืองหลวงพระบาง และวังหลวงราษฏรเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเจ้าอุปราชสุวรรณพรหมาสิ้นพระชนม์ในที่รบ พระเจ้ามหินทรานิภาธรเจ้านครหลวงพระบาง และพระมเหสี พร้อมด้วยพระประยูรญาติ จำนวนประมาณ 50พระองค์ได้เสด็จหนีมาทางชลมารค และเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงมีกระแสรับสั่งให้จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีรอบรองอย่างสมพระเกียรติในครั้งนั้น พระเจ้ามหินทรเทพนภาธร พระมเหสี และพระประยูรญาติ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้า ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท และโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสราภรณ์ ชั้นที่ 1  พร้อมกับโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จกลับไปพร้อมกับกองทัพของจอมพลเจ้าพรยาสุรศักดิ์มนตรีในครั้งนี้ได้ปราบกบฏฮ่อจนราบคาบ และได้จัดวางระเบียบการปกครอง เมืองหลวงพระบางอย่างเรียบร้อยจึงยกทัพกลับ การปราบกบฏฮ่อใน ครั้งนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกรณีพิพาทไทยกับฝรั่งเศษ ร.ศ. 112ซึ่ง ตรงกับ พ.ศ. 2436  เพราะระหว่างที่ปราบกบฏฮ่ออยู่ที่เมืองหลวงพระบางซึ่งเป็นเขตติดต่อกับญวนในขณะ นั้นญวนได้เสียเอกราชให้กับประเทศฝรั่งเศสแล้ว และหลวงพระบางก็เป็นเมืองขึ้นของไทยอยู๋ การต่อสู้ในสงครามฮ่อครั้งนั้น ฝรั่งเศสกล่าวหาว่าไทยได้รุกรานเข้าไปในเขตของญวนจึงเป็นเหตุให้ฝรั่งเศสเรียกร้องเอาดินแดนฝั่งแม่น้ำโขงของไทยทั้งหมด แต่ไทยไม่ยอมกระทำตามข้อเสนอ ฝรั่งเศษจึงทำเอาเรือรบปิดปากอ่าวไทย และเกิดการต่อสู้กันขึ้น ฝรั่งเศสได้ยื่นข้อเสนอ ให้แก่ไทย 3ข้อ คือ

  1.  ฝรั่งเศษขอดินแดนทางแถบแม่น้ำโขงโดยใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นแดน

  2.  ไทยจะต้องลงโทษทหารทุกคน ที่ก่อการสงครามในเขตชายแดน

  3.  ไทยจะต้องเสียค่าปรับเป็นเงิน 3ล้านฟรังก์ ซึ่งเท่ากับหนึ่งล้านห้าแสนหกหมื่นบาทในสมัยนั้น

ในขณะที่ไทยกำลังตัดสินใจอยู่นั้น ฝรั่งเศสได้เคลื่อนขบวนรบไป ชยัง เกาะสีชัง และเรือรบของฝรั่งเศส 2ลำ ก็เริ่มต้นปิดอ่าวไทย เหล่าข้าราชการบริพารหลายฝ่ายต่างก็มีความคิดเห็นที่แตกกันไป บางกลุ่มบอกว่าไทยไม่ควรจะยอมทำตามข้อเสนอของฝรั่งเศสแต่บางกลุ่มก็เห็นด้วย ประกอบกับประเทศอังกฤษก็คงจะไม่ช่วยเหลือไทยแน่ ถ้ามีการรบกับฝรั่งเศสเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน จักพรรดิพระเจ้านิโคลัสที่  2แห่งรุสเชีย ซ่งทรงเป็นสหายกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นสัมพันธมิตรอันสำคัญของฝรั่งเศส ทรงขอร้องฝรั่งเศสว่าอย่ารุ่นแรงกับไทย ในที่สุดต่างมีความเห็นพ้องว่า จะยอมรับข้อเสนอของฝรั่งเศสทั้งหมด ในร่างสัญญาวันที่ 3ตุลาคม พ.ศ. 2436หรือ ร.ศ. 112โดยไทยจะยินยอมถอนกำลังทหารออกจากดินแดนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขง และฝรั่งเศสจะถอนทหารออกจากจันทบุรีและตราด ที่ฝรั่งเศสได้ยึดไว้เป็นประกันในสัญญา นับว่าการปราบกบฏฮ่อ ร.ศ. 112นี้  เป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ เป็นสงครามอันยืดเยื้อที่ทำให้ไทยต้องเสียดินแดนอย่างมากในครั้งนั้น  และเมื่อปีวอก จุลศักราช 1246 (พ.ศ. 2427)  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้จัดสร้างเหรียญปราบฮ่อขึ้นซึ่งเป็นเหรียญราชอิสริยาภรณ์สำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบแก่ผู่ที่ไปราชการในการปราบกบฏฮ่อในครั้งนี้

    ลักษระของเหรียญ

เหรียญปราบฮ่อมีลักษณะเป็นเหรียญกลม แบน ด้านหน้า มีพระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครึ่งพระองค์ ผินพระพักตร์เบื้องขวา มีอักษรรอบขอบเหรียญ ความ ว่า "จุฬาลงกรณ์ บรมราชาธิราช" ด้านล่าง มีช่อชัยพฤกษ์ผูก้วยริบบิ้น หรือโบ  ด้านหลัง เป็นรูปพระสยามเทวาธิราทรงของ้าว ทรงคชาธารเหยียบย่ำลายฮ่อ รอบขอบเหรียญมีอักษรว่า "ปราบฮ่อ ๑๒๓๙   ๑๒๔๗  ๑๒๔๙  ด้านบนมีห่วงห้อยกับแพรแถบสีดำริมเหลืองทั้ง 2ข้าง  กว้าง  2.5  เซนติเมตร  ผู้ออกแบบ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สำหรับการพระราชทานเหรียญปราบฮ่อนี้  จะขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดได้ไปราชการปราบสงครามฮ่อในปีใดก็จะพระราชทานเข็มสำหรับคราวปีนั้นๆ  มีอยู่  3ครั้ง  คือ จ.ศ. ๑๒๓๙ (พ.ศ. 2420)   จ.ศ. ๑๒๔๗ (พ.ศ. 2428)  และ  จ.ศ. ๑๒๔๙  (พ.ศ. 2430) เข็มจะประดับบนแพรแถบ ผู้ที่ไปปราบฮ่อ  จได้พระราชทานเข็มคราวละ 1เข็ม คะเนว่าคงจะมี่จำนวนน้อยมาก  เพราะว่าด้านหน้าของเหรียญ จะมีตัวเลขจารึก กำกับอยู่  และผู้รู้หลายท่านบอกว่า ไม่เคยเห็นตัวเลขนี้สลักเกิน 3หลักเลข การพระทานนั้นไม่มีกำหนดจำนวนอัตรา บางคนก็ได้รับพระทานมากกว่า 1เข็ม